ข้อคิดบางประการเรื่องการเตรียมทรัพยากรทางการแพทย์และนโยบาย home isolation ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ (เม.ย.64)

Q1: การคาดการณ์สถานการณ์ระบาดตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงอนาคตระยะสั้น (1-2 เดือนข้างหน้า) เป็นอย่างไร?

การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่าง 1 มี.ค.-20 เม.ย.64 พบว่าก่อนเร่ิมมีการระบาดระลอกใหม่ในปลายเดือนมี.ค. ประเทศไทยมีค่า basic reproduction number (R0) ประมาณ 1.1 (เมื่อพิจารณาระยะแพร่เชื้อ ~7 วัน) แต่เมื่อมี superspreading events (SSE) จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงทำให้มีการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 เท่า (R0 ~5.2) ทำให้เริ่มตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของประชาชนด้านสุขอนามัยส่วนตัว รวมทั้งผลของมาตรการ “soft lockdown” (ซึ่งเริ่มส่งผลประมาณ 3-4 เม.ย.) ทําให้การแพร่กระจายเชื้อในชุมชนลดลงประมาณ 0.7 เท่า (R0 ~1.5) เมื่อเทียบกับระยะที่มี SSE (หวังว่ามาตรการหลังสงกรานต์ เช่น การทำงานที่บ้าน จะช่วยให้การแพร่เชื้อในชุมชนลดลงไปอีก)

.

Q2: ความต้องการเตียงสําหรับการรักษาและควบคุมโรคเพิ่มเติมในระยะสั้น (1-2 เดือนข้างหน้า) เป็นอย่างไร?

แบบจำลองสถานการณ์คาดการณ์ว่าจํานวนเตียงทั่วประเทศที่เตรียมไว้จํานวน 28,147 เตียง (ข้อมูล 20 เม.ย.64) อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการรองรับความชุกของผู้ติดเชื้อที่ครองเตียงในช่วงสูงสุด (ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นประมาณกลางเดือนพ.ค.) ประเทศไทยควรมีการสํารองเตียงเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ (รวมทั้งรพ.สนามและ hospitel) เพิ่มเติมให้ได้รวมประมาณ 32,000 เตียง หรือควรมีจํานวนเพิ่มเติมอีก ~1 เท่าของจํานวนเตียงที่กําลังถูกใช้งานในปัจจุบัน (~17,000 เตียง)

.

ขณะนี้จํานวน ICU ยังน่าจะมีปริมาณเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการวิกฤต แต่ในอนาคตอาจมีปัญหาถ้าจำนวนผู้ป่วยในระบบมากขึ้น (อย่างไรก็ตาม กําลังคนด้านสุขภาพอาจเป็น “คอขวดของระบบ” ในการจัดการเพื่อเพิ่มจํานวนเตียง โดยเฉพาะในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต)

.

หากไม่มีการระบาดระลอกใหม่เพิ่มเติม มาตรการเช่น WFH ได้ผล และเราลดการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้ดีกว่าช่วงวันหยุดสงกรานต์ คาดการณ์ว่าความต้องการเตียงจะค่อยๆ ลดลงตั้งแต่ประมาณช่วงครึ่งหลังของเดือนพ.ค.64

.

Q3: เงื่อนไขความสำเร็จของนโยบายการแยกโรคที่บ้าน (home isolation) เพื่อช่วยลดความต้องการเตียงรพ.คืออะไร?

ถ้าผู้ถูกแยกโรคที่บ้านสามารถรักษามาตรการได้ดีจะช่วยลดความต้องการเตียงได้ในระยะยาว แต่ถ้าผู้ถูกแยกโรคในบ้านที่ไม่สามารถรักษามาตรการได้จนแพร่เชื้อในครัวเรือนหรือในชุมชน จะทําให้ลดความต้องการจํานวนเตียงได้เพียงระยะสั้น แต่จะทําให้มีการเพิ่มผู้ติดเชื้อใหม่และเพิ่มความต้องการเตียงในระยะยาว

ตัวอย่างจากแบบจำลองสถานการณ์ในกรณีที่เราทํา home isolation ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หากผู้ถูกแยกโรคที่บ้านจำนวนประมาณ 10-15% ปฏิบัติตนไม่ได้ตามมาตรฐานและยังแพร่เชื้อในชุมชนได้ จะทำให้ในระยะยาว home isolation สร้างความต้องการเตียงมากกว่ากรณีไม่ทํา home isolation

ดังนั้น หากผู้กําหนดนโยบายพิจารณาใช้มาตรการแยกโรคที่บ้าน เพื่อความเป็นธรรมด้านสุขภาพเราควรเลือกใช้นโยบายนี้เฉพาะประชากรบางกลุ่มโดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ “เกณฑ์คัดเลือก” ผู้ติดเชื้อที่สามารถกักแยกโรคที่บ้านได้ดี (เช่น สภาพบ้านเหมาะสม หลีกเลี่ยงถ้าคนในครอบครัวเป็นกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) และมี “แนวทางปฏิบัติ” ​มาตรฐาน (เช่น การติดตามตัว การเฝ้าระวังอาการ การสื่อสารกับชุมชนรอบบ้าน การส่งต่อผู้ติดเชื้อถ้าอาการแย่ลง)

สุดท้าย เราอาจพิจารณาให้วัคซีนแก่ครอบครัวของผู้ถูกกักแยกโรคที่บ้านด้วย แม้ว่าระยะเวลาที่ฉีดวัคซีนให้อาจจะไม่ทันสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบครัว แต่อาจช่วยการป้องกันการติดเชื้อในชุมชน และช่วยเพิ่ม vaccination coverage ในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้