ข้อคิดบางประการเรื่องสัดส่วนของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่ตรวจพบเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงในประเทศไทย

ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล:

.

Q1: การคาดการณ์สถานการณ์ระบาดในพื้นที่กทม.และปริมณฑลตั้งแต่ปัจจุบัน (10 พ.ค. 64) ไปจนถึงในอนาคตระยะสั้นเป็นอย่างไร? และแตกต่างจากสถานการณ์ในระดับประเทศอย่างไรบ้าง?

.

พื้นที่กทม.และปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปรากร นครปฐม) เป็นคลัสเตอร์ของการระบาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำให้แบบแผนของการระบาดสอดคล้องไปกับแบบแผนของประเทศ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าการระบาดในกทม.และปริมณฑลมี basic reproduction number (R0) สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่เล็กน้อยมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว (R~1.15 เมื่อพิจารณาระยะแพร่เชื้อ =7 วัน)

.

ข้อมูลระหว่าง 1 มี.ค.ถึง 10 พ.ค.64 หลังมี superspreading events จากคลัสเตอร์สถานบันเทิง, R ~4.8 พบว่าการปรับตัวของประชาชนและมาตรการตามข้อกำหนดพ.ร.บ.ฉุกเฉินฉบับที่ 19 (10 เมษายน) และฉบับที่ 20 (18 เมษายน) ทำให้การแพร่กระจายเชื้อในชุมชนลดลง ~60% เช่นเดียวกับภาพรวมในระดับประเทศ ส่วนมาตรการตามข้อกำหนดฉบับที่ 22 (1 พ.ค.) น่าจะทำให้การแพร่กระจายเชื้อในชุมชนของกทม.และปริมณฑลลดลงเพิ่มเติมอีก ~25%, R ~1.2 ทำให้คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในกทม.และปริมณฑลจะเร่ิมลดลงตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.

แต่การเร่งตรวจเชิงรุกในชุมชน​ (active case finding) โดยเฉพาะชุมชนแออัดทั่วทั้งกทม.ในเดือนพ.ค.นี้ อาจทำให้เราพบ “ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจ” คงเหลืออยู่ในชุมชนในจำนวนที่มากกว่าสมมติฐานของแบบจำลองสถานการณ์ (ซึ่งกำหนดไว้ที่ 35%) ในกรณีดังกล่าวการแพร่เชื้อในชุมชนอาจจะยังอยู่ในระยะคงที่ และคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่อาจจะลดลงด้วยอัตราที่ช้าลงเพราะยังคงมีการติดเชื้อในครัวเรือน (household transmissions) ถึงแม้ว่าเราจะมีมาตรการควบคุมโรคเข้มข้นเพื่อลด mobility ของประชาชนแล้วก็ตาม

มาตรการ TTI คือ ตรวจ (test) ค้นหาผู้สัมผัสเชื้อ (trace) และแยกโรคออกจากชุมชน (isolation) เป็นกระบวนการใน “value chain เดียวกัน” ดังนั้น หากเรามีการตรวจเชิงรุกในชุมชนจำนวนมากแต่ไม่สามารถประสานงานหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อกักแยกโรคออกจากชุมชนได้อย่างพอเพียง หรือยังไม่มีที่พักแยกเป็น community quarantine ให้กับกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อในชุมชน การควบคุมโรคก็จะได้ผลจำกัด

.

เนื่องจากประชาชนในชุมชนแออัดเป็นประชากรกลุ่มเปราะบางด้านเศรษฐกิจและสังคม เราควรเชื่อมโยงนโยบายการควบคุมโรคกับมาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยตรง เพื่อให้สามารถบังคับใช้มาตรการอย่างได้ผลและปฏิบัติได้จริงตามบริบท (practical) และถูกต้องตามหลักจริยธรรม (ethical) หากเราไม่มีมาตรการช่วยเหลือคนทำงานรับจ้างรายวันซึ่งไม่สามารถหยุดอยู่บ้านได้ การควบคุมโรคก็จะได้ผลจำกัด

.

ตัวอย่างการเชื่อมโยงมาตรการควบคุมโรคกับมาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้น เช่น

.

1) การจ้างงานคนตกงาน/บริษัทที่เดือดร้อนให้มาช่วยกิจกรรมควบคุมโรคของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

2) การจ้างโรงแรม/ร้านอาหารมาช่วยทำอาหารส่งอาสาสมัครหรือประชาชนในคลัสเตอร์การระบาด

3) การจ้างคนขับรถตกงานให้มาช่วยขนส่งของหรือรับส่งผู้มีความเสี่ยงที่อาการไม่รุนแรงมากไปยังรพ.

4) การจ้างคนตกงานให้เป็นผู้ดูแล (caregiver) ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ระบาด

.

Q2: อุปสงค์และอุปทานของทรัพยากรโรงพยาบาล (โดยเฉพาะ ICU สำหรับผู้ป่วยหนัก) ในกทม.และปริมณฑลเพื่อการรักษาพยาบาลและการควบคุมโรคในอนาคตระยะสั้นเป็นอย่างไร?

.

จำนวนเตียงที่เตรียมไว้ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลจำนวน 24,019 เตียง (ข้อมูล co-ward.moph.go.th, 8 พ.ค.) น่าจะ “เพียงพอ” ต่อการรองรับความชุกของผู้ติดเชื้อในช่วงสูงสุดของประมาณต้นเดือนพ.ค.64

.

แต่จำนวน ICUs ที่เตรียมไว้ในกทม.และปริมณฑล 903 units (ข้อมูล co-ward.moph.go.th, 8 พ.ค.) “อาจไม่เพียงพอ” ที่จะรองรับผู้ป่วยโควิดที่คาดการณ์ว่าในบางฉากทัศน์จะมีผู้ป่วยอาการหนัก/วิกฤตครองเตียงประมาณ 1,040 คนในช่วงสูงสุดของพื้นที่ กทม.และปริมณฑลประมาณกลางพ.ค.64 แต่หลังจากนั้นความต้องการ ICUs จะค่อยๆ ลดลงในช่วงปลายเดือนพ.ค.

เนื่องจากขณะนี้เรามีการบริหารจัดการให้ใช้ ICUs เกือบทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายอาจมีความจำเป็นต้องมีมาตรการระยะสั้นเพื่อติดตามการบริหารจัดการเตียง ICUs อย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น

.

1) ประสานงานเร่งผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน และเตรียมเตียงรพ.เพื่อกักแยกโรคและรักษา “ก่อนเร่ิมมีอาการหนัก”

2) จัดตั้ง “หน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤติระดับกลางภายในรพ.” เป็น Intermediate ICUs ซึ่งเน้นการรักษาด้วย Oxygen เพื่อกรองผู้ป่วยก่อนเข้า ICUs

3) พัฒนา ”กระบวนการเพิ่มจำนวนของ Intermediate ICUs อย่างรวดเร็ว” (scale-up process) เช่น พัฒนาคู่มือเพื่อการขยายขีดจำกัดของบุคลากร การออกแบบทีม และการคำนวณจำนวนทรัพยากรที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานแบบใหม่

4) เพิ่มจำนวน ICUs/Intermediate ICUs จากความร่วมมือของรพ.ภาครัฐและเอกชน

5) เลือกส่งต่อผู้ป่วยหนักบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยหนักซึ่งไม่ยังวิกฤต ไปรับการรักษาในจังหวัดนอกปริมณฑล (น่าจะมีความจำเป็นต้อง refer จากกทม. ออกไปต่างจังหวัดเพียงประมาณ 2-3 สัปดาห์ในเดือนพ.ค.นี้เท่านั้น)

.

Q3: นโยบายเร่งรัดการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง (โดยเฉพาะประชากรในชุมชนแออัดในพื้นที่กทม.) ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.64 น่าจะส่งผลอย่างไรบ้าง?

.

นโยบายเร่งรัดการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงน่าจะส่งผลช่วยลดโอกาสการเกิดการระบาดแบบคลัสเตอร์หรือลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนักในการระบาดระลอกหน้า แต่นโยบายเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้ประชากรในชุมชนแออัดในพื้นที่กทม.ในเดือนพ.ค.64 นี้ น่าจะ “มีผลน้อย” ต่อการลดจำนวนผู้ติดเชื้อหรือการลดความต้องการ ICUs สำหรับการรักษาของผู้ติดเชื้อจากการระบาด “ในระลอกนี้” เนื่องจาก

.

1) การระบาดภายในกทม.และปริมณฑลในระลอกนี้น่าจะถึงระยะที่มีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงสุด (peak) ตั้งแต่ประมาณต้นเดือนพ.ค.64 แล้ว หากไม่มีการตรวจพบการระบาดคสัสเตอร์ใหญ่ในชุมชนเพิ่มเติม

2) ประชากรในชุมชนแออัดในพื้นที่กทม.ที่ได้รับการฉีดวัคซีนที่ฉีดให้ยังมีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด

3) ยังไม่ถึงระยะเวลาที่ประชากรกลุ่มเสี่ยงซึ่งส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน Sinovac เพียงเข็มแรกในเดือนพ.ค.64 จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ (จำเป็นต้องรอ ~2 สัปดาห์หลังได้รับเข็มที่สองจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่)