as23df5

as23df5

การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงระบบในการพัฒนานโยบายสุขภาพ เพื่อการออกแบบระบบบริบาลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในบริบทสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

ภาระโรคที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในสังคมผู้สูงอายุชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการจัดระบบบริการสุขภาพภายใต้นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการออกแบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีกว่าเดิม เพื่อรองรับอุบัติการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานซึ่งมีภาระโรคมากที่สุด การทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนได้เสียของนโยบายในเขตสุขภาพที่ 7 (ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์) เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายสำหรับการพัฒนาสมรรถนะของระบบบริบาลสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรังในบริบทสังคมผู้สูงอายุในประชากรไทยในระยะ 15 ปีข้างหน้า (ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2580) นำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองพลวัตระบบโดยใช้กระบวนการพัฒนาแบบจำลองโดยกลุ่ม และการพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเป็นตัวอย่างของ “ห้องปฏิบัติการนโยบายสุขภาพ” เพื่อการออกแบบระบบบริบาลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในบริบทสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยต่อไป ทีมวิจัยพัฒนา online user interface ให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในเขตสุขภาพที่ 7 รวมทั้งผู้ที่สนใจทั่วไป สามารถเข้าไปทดลองใช้โมเดล ลองปรับเลือกนโยบายและดูผลลัพธ์ที่โมเดลคาดการณ์ได้ด้วยตนเอง ดูรายละเอียดได้ในสองบทความนี้ครับ 1) ข้อคิดบางประการจากการทำงานบนแนวคิดเรื่อง “ห้องปฏิบัติการนโยบายสุขภาพ” เพื่อออกแบบนโยบายการพัฒนาระบบริการเพื่อรับมือกับภาระโรคไม่ติดต่อในบริบทสังคมผู้สูงอายุ . 2) ข้อสังเกตจากแบบจำลองสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศไทยในระยะ 15 ปีข้างหน้า…

หาจุดคานงัดอย่างไร จึงแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างยั่งยืน

หลังจากที่เราใช้เครื่องมือต่างๆ ของการคิดเชิงระบบเพื่อทำความเข้าใจระบบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาจุดคานงัด (Leverage point) ในการแก้ปัญหา ซึ่งก็คือจุดที่ใช้แรงน้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์สูงสุด อย่างที่อาร์คิมิดิส บิดาวิชาสถิตยศาสตร์   (Statics) ผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงที่ยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า “หากหาจุดที่เหมาะสม หาจุดคานงัดที่ถูกจุด งานยกก้อนหินก็ไม่ใช่เรื่องยาก” จุดคานงัดของระบบคืออะไร?Donella Meadows นักสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกันได้ให้คำแนะนำในการหาจุดคาดงัดไว้ในหนังสือ Thinking in Systems: A Primer  โดยลิสต์ดังกล่าวเรียงจากผลกระทบที่น้อยไปมาก ดังนี้ 12. ค่าตัวแปรต่างๆ การปรับค่าตัวแปร เช่นขนาดของ stock หรือ อัตราของ flow ให้ผลน้อยที่สุด เนื่องจากไม่ได้เป็นปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างของระบบ เช่นการเพิ่มงบสำหรับตำรวจไม่ได้ทำให้อาชญากรรมหายไป การปรับค่าตัวแปรที่มีผลกระทบสูง คือตัวแปรที่ควบคุมค่าของ Reinforcement loop…

มองครบ มองลึก มองยาว ชุดเครื่องมือของนักคิดเชิงระบบ

การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) คือแนวคิดและเครื่องมือในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาในระบบซับซ้อน (complex systems) และมีพลวัต (dynamics) ผ่านกระบวนการคิดใน 3 ลักษณะ คิดลึกด้วย Iceberg model Iceberg model เป็นหนึ่งในเครืองมือของการคิดเชิงระบบที่ช่วยให้เราเข้าใจระบบได้อย่างลึกซึ้งขึ้น ปัญหาเชิงมีรากที่ใหญ่และลึก เปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เหนือน้ำที่ดูเหมือนมีขนาดเล็ก แต่มีขนาดภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ Iceberg model มี 4 ชั้นจากบนลงล่าง การคิดและแก้ไขปัญหาเชิงระบบ สิ่งแรกๆ ที่มีความสำคัญคือการความเข้าใจรากเง้าของพฤติกรรมของระบบ ดังนั้น Iceberg model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามองลึกเข้าไปถึงแนวโน้ม ความสัมพันธ์ และสาเหตุของพฤติกรรม เพื่อที่จะเข้าใจระบบที่เรากำลังออกแบบได้ดีขึ้น การมองเฉพาะเหตุการณ์เปรียบเสมือนการมองปัญหาที่เห็นเฉพาะก้อนนำ้แข้งที่อยู่เหนือผิวนำ้ การแก้ไขปัญหาเชิงระบบมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำแล้วซ้ำ ยิ่งเรามองเห็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสใช้จุดคานงัดที่ยิ่งมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบมากขึ้นเท่านั้น คิดลึกด้วย…

ที่ว่านักคิดเชิงระบบนั้นคิดต่าง เค้าคิดอย่างไร??

ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้ว่า “We can’t solve problems by using the same kind of thinking we used when we created them”  หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาโดยใช้วิธีคิดแบบเดิมๆ ที่เราใช้การสร้างปัญหานั้นขึ้นมา” ดังนั้นเมื่อนักคิดเชิงระบบต้องแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน จึงต้องใช้วิธีคิดใหม่ ปัญหาที่นักคิดเชิงระบบแก้ไขมักจะเป็นปัญหาที่ซับซ้อนจะมีพลวัตสูง และขอบเขตของปัญหาที่ไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับนักแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคที่โจทย์ชัดแต่การแก้ยาก ทำให้นักแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ไขปัญหา ต่างจากนักคิดเชิงระบบซึ่งจำเป็นใช้เวลาในการทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนยาวนาน แถมแนวทางในการแก้ปัญหาก็มักจะไม่ปรากฎชัดเจนด้วย Leyla Acaroglu นักออกแบบและนวัตกรด้านความยั่งยืนชาวออสเตรเลีย ได้ให้ข้อแนะนำ 7 ข้อสำหรับนักคิดเชิงระบบมือใหม่ ในการรับมือกับปัญหาซับซ้อนนี้ วิธีแก้แบบเร็วๆ (Quick fix) ใช้ไม่ได้กับปัญหาที่ซับซ้อน…

ปัญหาแบบไหน ที่ต้องใช้การคิดเชิงระบบ?

นักแก้ปัญหาหรือนวัตกรที่ดีจะต้องเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาให้เหมาะกับประเภทของปัญหา เพื่อที่เราจะได้ไม่แก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมตามคำพังเพยฝรั่งที่ว่า “สำหรับผู้ที่ถนัดใช้ค้อนแล้ว ทุกอย่างจะเป็นตะปู” หรือตามคำพังเพยไทยที่ว่า “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” แล้วการคิดเชิงระบบนั้นเหมาะกับปัญหาแบบไหนกัน? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ มาดูกันก่อนว่าปัญหานั้นมีแบบไหนบ้าง ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ยังรู้จักในชื่อปัญหาที่พยศ (Wicked problem) หรือความท้าทายที่ไม่อยู่นิ่ง (Adaptive challenge) ด้วย แล้วอะไรทำให้สร้างความซับซ้อนให้กับปัญหาซับซ้อน? เพราะการปฏิสัมพันธ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีมุมมองด้านคุณค่า ความเชื่อ หรือความเข้าใจต่อปัญหาที่ต่างกัน และมารากของปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึก ส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีความซับซ้อนและมีพลวัตสูง การคิดเชิงระบบเหมาะกับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เนื่องจากมีวิธีคิดและชุดเครื่องมือที่ช่วยให้ คิดลึก ที่ช่วยให้ขุดลึกไปถึงชุดความเชื่อ (mental model) ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมนั้น คิดกว้าง ที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหา และ คิดยาว ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปัญหา อ่านต่อ: อ้างอิง:

การคิดเชิงระบบ (Systems thinking)

เป็นทั้งวิธีคิดและชุดเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้นผ่านการมองอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบ ช่วยให้เรามองโลกในมุมใหม่ผ่านเป้าหมาย บริบท ความเชื่อมโยง และพฤติกรรมของระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและความเข้าใจในมุมใหม่ๆ ที่เราจะไม่เห็นหากใช้การมองอย่างแยกส่วน ก่อนที่จะพูดถึงการคิดเชิงระบบและการประยุกต์ใช้การคิดเชิงระบบในการแก้ไขปัญหาในรายละเอียด มาดูกันก่อนว่าระบบคืออะไร? ระบบคืออะไร? ระบบคือการเชื่อมโยงกันขององค์ประกอบย่อยเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง ระบบมีองค์ประกอบ 3  อย่าง ได้แก่ ระบบไม่จำเป็นต้องเป็นระบบทางกายภาพเสมอไป ทีมฟุตบอลก็เป็นระบบ ที่ประกอบด้วยนักกีฬา โค้ช สนาม และลูกบอล ที่เชื่อมโยงกันด้วยกติกา กลยุทธ์ของโค้ช การสื่อสารของผู้เล่น และกฏทางฟิสิกส์ที่ทำให้ทั้งลูกบอลและผู้เล่นเคลื่อนที่ไปได้ โดยมีเพื่อหมายในการออกกำลังกาย เพื่อสันทนาการ เพื่อชัยชนะ หรือเพื่อสร้างรายได้ หรือมากก่วาหนึ่งเป้าหมายรวมกัน โรงเรียน โรงพยาบาล ระบบสุริยะ  สัตว์ หรือต้นไม้ก็เป็นระบบ ป่าก็เป็นระบบที่ประกอบด้วยระบบย่อยอย่างต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ถ้าแบบนั้นแล้วระบบหมายถึงการรวมกลุ่มกันของอะไรก็ตามใช่ไหม? คำตอบคือไม่เสมอไป ก้อนกรวดที่อยู่กระจัดกระจายอยู่บนถนนเป็นระบบหรือไม่? คำตอบคือไม่เป็นเพราะว่าก้อนกรวดเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมโยงกัน…

ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยในวันที่ 99 ของการระบาดระลอกสาม

Q1: การคาดการณ์สถานการณ์การระบาดในระดับประเทศ (ถ้าหากยังไม่ใช้มาตรการ lockdown) เป็นอย่างไรบ้าง? . ถ้าเรานับวันที่ 1 เม.ย.64 เป็นวันแรกของการระบาดของโควิดระลอกสาม จนถึงวันนี้ (8 ก.ค.64) นับเป็นวันที่ 99 ของการระบาดระลอกสามในประเทศไทยแล้ว และเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แล้ว พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มามากกว่า 15 เดือนแล้ว . หากยังไม่มีนโยบายเพิ่มเติม แนวโน้มการระบาดในอนาคตระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 25 (ซึ่งเริ่มมีผล 28 มิ.ย.64) แต่ถ้าเราพิจารณาจากข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในระยะ 10 วันที่ผ่านมา มีแนวโน้มสอดคล้องกับการลดการแพร่เชื้อในชุมชนได้เพียง ~10-15% (เมื่อเทียบกับก่อน 28 มิ.ย.) ซึ่งชัดเจนว่าจนถึงวันนี้เรายังคงไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการระบาดให้ลดลงได้…